News

"เคมีแมน" ตั้งเป้าดันกำลังการผลิตโตเท่าตัวใน 5 ปี

17 Dec 2019

นายอดิศักดิ์ เหล่าจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เคมีแมน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า "ในวันนี้ เคมีแมนมีกำลังการผลิตรวม 1,000,000 ตันต่อปี และเราตั้งเป้าที่จะเพิ่มกำลังการผลิตรวมอีกเท่าตัว เป็น 2,000,000 ตันต่อปีภายในปี 68 เพื่อกระจายสินค้าออกสู่ตลาดมากกว่า 25 ประเทศ ใน 3 ทวีป โดยบริษัทได้กำหนดแผนกลยุทธ์และแผนปฏิบัติการรายปีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว"

บมจ.เคมีแมนคือผู้ผลิตปูนไลม์และแร่หินปูนเคมีที่มีกำลังการผลิตที่ใหญ่ที่สุดในทวีปเอเชีย โดยปูนไลม์เป็นเคมีพื้นฐานที่ใช้เป็นวัตถุดิบสำคัญในหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ อุตสาหกรรมเหมืองแร่ทองคำ ทองแดง สังกะสี นิกเกิล อะลูมิเนียม ลิเธียม และอื่นๆ อุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า อุตสาหกรรมเยื่อกระดาษและกระดาษ อุตสาหกรรมน้ำตาล อุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ (Bio-plastics) เป็นต้น

"หลังจากที่เคมีแมนเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ภายใต้ชื่อ CMAN เมื่อต้นปี 61 ที่ผ่านมา เพื่อระดมเงินทุนมาใช้ขยายกิจการของบริษัท เรามีความยินดีที่จะเรียนแจ้งว่า บริษัทได้เข้าเป็นผู้ถือหุ้น 80% ของบริษัท Ha Long QN Lime Company Limited ที่มีกำลังการผลิตสูงที่สุดในประเทศเวียดนาม และมีเหมืองแร่หินปูนเคมีที่อุดมสมบูรณ์มาก บวกกับโรงงานแก่งคอยที่ จ. สระบุรี ที่สามารถรองรับการขยายเพิ่มเติม ทำให้สามารถเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 1,000,000 ตันต่อปี ได้เร็วกว่ากำหนดเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้"

ภายหลังจากการเข้าซื้อกิจการดังกล่าวข้างต้น เคมีแมนจะเดินหน้าต่อเนื่องเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตและจำหน่ายผ่านฐานการผลิตหลักใน 3 ประเทศได้แก่

  1. ประเทศไทย บริษัทมีโรงงานแก่งคอย จ.สระบุรี เป็นฐานการผลิตขนาดใหญ่และมีเหมืองทับกวางตั้งอยู่ในทำเลใกล้เคียงเป็นเหมืองแร่หินปูนเคมีคุณภาพสูงที่สามารถป้อนวัตถุดิบเข้ากระบวนการผลิตได้อย่างน้อย 50 - 60 ปี โรงงานแก่งคอยมีความพร้อมในด้านการแข่งขันสูงและสามารถรองรับการเติบโตได้อีกในอนาคต ปัจจุบันผลิตปูนไลม์ได้มากกว่า 500,000 ตันต่อปี และเมื่อรวมกับโรงงานพระพุทธบาทและโรงงานระยอง ทำให้มีกำลังการผลิตรวมถึง 800,000 ตันต่อปี

    นอกจากการขยายกำลังการผลิตที่โรงงานแก่งคอยแล้ว บริษัทยังมีแผนเข้าซื้อกิจการโรงงานผลิตปูนไลม์เพิ่มอีก 1 แห่ง ซึ่งจะทำให้กำลังการผลิตรวมจากที่ประเทศไทย เพิ่มเป็นกว่า 1,000,000 ตันต่อปีในอีก 5 ปีข้างหน้า

    ทั้งนี้ โรงงานระยอง มีส่วนสำคัญในการผลิตเคมีภัณฑ์เพื่อป้อนให้กับอุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาล (s-curve) เช่น อุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) โดยบริษัทจะเร่งทำการวิจัยเพื่อผลิตสินค้าเกรดพิเศษต่างๆ สำหรับป้อนให้แก่อุตสาหกรรมเหล่านี้
  2. ประเทศเวียดนาม บริษัทมีเหมืองแร่หินปูนและโรงงานผลิตปูนไลม์ในพื้นที่ฮาลอง จ.กว๋างนิญ (Quang Ninh) ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศ จากการเข้าซื้อกิจการเพื่อเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ปัจจุบันโรงงานมีกำลังการผลิตประมาณ 200,000 ตันต่อปี และวางแผนเพิ่มกำลังการผลิตเป็นมากกว่า 500,000 ตันต่อปีภายใน 5 ปีนี้ โรงงานดังกล่าวอยู่ใกล้ท่าเรือน้ำลึก ซึ่งเป็นทำเลที่เอื้อประโยชน์ในด้านการส่งออกเป็นอย่างมาก สามารถประหยัดต้นทุนและเวลาในการขนส่งไปยังตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออก เช่น จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และไต้หวัน
  3. ประเทศอินเดีย บริษัทมีโรงงานผลิต 2 แห่ง ซึ่งล้วนอยู่ในทำเลยุทธศาสตร์คือติดท่าเรือน้ำลึก โรงงานแรกอยู่ติดท่าเรือ Tuticorin ทางภาคใต้ของประเทศ เปิดดำเนินการไปเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา อีกแห่งอยู่ที่เมือง Visakhapatnam อยู่ติดท่าเรือฝั่งตะวันออก มีแผนจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 2 ปี 63 ทั้ง 2 โรงงานมีกำลังการผลิตรวมประมาณ 150,000 ตันต่อปี ซึ่งบริษัทมีเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิตรวมเกิน 400,000 ตันต่อปี ภายใน 5 ปี

นอกจากนี้ บริษัทยังเดินหน้าขยายการผลิตในประเทศอื่นๆ อีกกว่า 100,000 ตันต่อปี ส่งผลให้มีกำลังการผลิตรวมเป็น 2,000,000 ตันต่อปีภายในปี 68

"หากเคมีแมนขยายกำลังการผลิตไปถึง 2,000,000 ตันต่อปีตามเป้าหมาย จะทำให้เคมีแมนยกระดับฐานผู้นำจากปัจจุบันที่อันดับ 10 เป็นอันดับ 8 ของโลก ซึ่งนับเป็นการเติบโตของบริษัทที่รวดเร็วมาก เพราะคู่แข่งที่อยู่ 5 อันดับแรกของโลกล้วนเป็นบริษัทในทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือ ซึ่งก่อตั้งมาร่วม 100 ปี มีกำลังการผลิตตั้งแต่ 5 - 14 ล้านตันต่อปี"

นายอดิศักดิ์กล่าวเพิ่มเติมว่า "นอกจากแผนกลยุทธ์ที่กล่าวมาแล้ว ที่ผ่านมา บริษัทประสบภาวะกดดันจากค่าเงินบาทที่แข็งตัว ส่งผลให้ผลประกอบการทางการเงินไม่เป็นไปตามที่ประเมินไว้ อย่างไรก็ดี เคมีแมนได้มุ่งเน้นการพัฒนาเพื่อปรับปรุงการดำเนินการทั้งเชิงกว้างและเชิงลึกมาอย่างต่อเนื่อง เช่น 1) การปรับปรุงประสิทธิภาพที่เหมืองทับกวางและโรงงาน เพื่อเพิ่ม productivity และลดต้นทุน นำไปสู่ cost optimization 2) การขยายกำลังการผลิตที่โรงงาน เพื่อให้เกิด Economy of scale รวมถึง 3) การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มต่อยอดจากเคมีพื้นฐาน เช่น แร่สังเคราะห์ต่างๆ ที่ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง ยาสีฟัน และพลาสติกชีวภาพ เป็นต้น ผมมั่นใจว่า ด้วยแผนกลยุทธ์ทั้งหมดนี้ เคมีแมนจะสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นเท่าตัวภายในปี 68"

ในเชิงการตลาด บริษัทให้ความสำคัญกับฐานลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ ในปัจจุบัน เคมีแมนมียอดขายสินค้าในประเทศปีละ 300,000 - 400,000 ตัน และมีตลาดส่งออกครอบคลุมมากกว่า 25 ประเทศ โดยประเทศออสเตรเลียและปาปัวนิวกีนี เป็นตลาดหลัก มียอดนำเข้าจากบริษัทประเทศละกว่า 100,000 ตันต่อปี เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมเหมืองทองคำที่ต้องใช้วัตถุดิบปูนไลม์เป็นจำนวนมากและสม่ำเสมอ รองลงมาเป็นประเทศอินโดนีเซียและเกาหลีใต้ ประเทศละ 40,000 - 50,000 ตันต่อปี และประเทศอินเดีย นำเข้า 20,000 - 30,000 ตันต่อปี และกระจายไปยังประเทศต่างๆ ลดหลั่นกันไป

"ภูมิภาคเอเชียเป็นภูมิภาคที่เศรษฐกิจเติบโตเร็วที่สุดในโลก และยังเติบโตอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 25-50 ปี ดังนั้น เคมีแมนจึงได้มุ่งเจาะตลาดเอเชียเป็นหลัก ให้ความสำคัญกับการสรรหาแหล่งแร่หินปูนเคมีคุณภาพสูงของตนเอง การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและเหมาะสมกับการผลิตโดยบุคลากรที่เป็นมืออาชีพ และสร้างพันธมิตรทางการค้าในหลายประเทศ เพื่อความได้เปรียบในเรื่องของต้นทุนการผลิต ต้นทุนการขนส่ง เพิ่มความรวดเร็วในการจัดส่งสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ นอกจากนี้ เคมีแมนยังมีสินค้าหลากหลาย และเหมาะสมกับการใช้งานในแต่ละอุตสาหกรรม เพื่อตอบโจทย์ให้กับลูกค้าได้อย่างตรงจุด ทำให้บริษัทได้รับความไว้วางใจให้เป็น preferred supplier จากลูกค้ามาโดยตลอด" นายอดิศักดิ์กล่าวทิ้งท้าย


Back